A ไม่ระบุตัว · 8 พ.ย. 2014 · 19:13 ปืนหลักของยามาโตะและมุซาชิระยะยิงเลยเส้นขอบฟ้าไปแล้ว ไกลจนใช้กล้องเล็งธรรมดาเล็งยิงไม่ได้ต้องให้เครื่องบินช่วยบินชี้เป้าให้ซึ่งเอาเข้าจริงๆมันจะยิงให้โดนน่ะยากเต็มทีเพราะเป้าหมายมันเคลื่อนที่ได้ ทั้งไปซ้ายไปขวาชะลอเรือหยุดเรือความเร็วเรือเปลี่ยนระยะเวลาที่กระสุนเดินทางหาเป้าหมาย ที่ว่ามาเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จะทำให้ยิงวืด ยังไม่นับเรื่องดินปืนของยุคนั้นและเทคนิคการผลิตลำกล้องปืนของญี่ปุ่นยังจัดว่าไม่ดี การยิงแต่ล่ะครั้งต้องคำนวนและกะระยะใหม่ทุกการยิงไม่ใช่ยิงตามเรดาห์เหมือนเรือของอเมริกา ญี่ปุ่นยังไม่มีเทคโนโลยีล็อกเป้าด้วยเรดาห์ เอาไปเอามาระยะยิงที่หวังผลได้ก็เหลือครึ่งเดียวตรงแถวๆเส้นขอบฟ้านั่นแหละ
A ไม่ระบุตัว · 8 พ.ย. 2014 · 19:20 ข้อเสียอีกอย่างของปืน46ซม.คือแรงอัดมหาโหดที่เล่นเอาคนที่อยู่นอกเรือเวลาปืนหลักทำการยิงไม่ได้เลย ทำให้เวลายิงปืนหลักพลปืนต่อสู้อากาศยานต้องมุดเข้าเรือ เวลายิงต่อสู้อากาศยานก็ยิงปืนหลักไม่ได้
A ไม่ระบุตัว · 10 พ.ย. 2014 · 04:56 ว่ากันตามตรง ปืนหลักยามาโตะเหมาะจะใช้ยิงถล่มใส่ฐานเกาะกับเรือที่จอดอยู่นิ่งๆมากกว่ายิงใส่เป้าหมายทั่วไป ถ้าจะยิงอย่างอื่นก็ต้องติดปืนรองขนาดเล็กอย่าง12.7cmเพิ่มล่ะนะ
A ไม่ระบุตัว · 12 พ.ย. 2014 · 16:12 ^ แผนคือสอยก่อนจากระยะที่มองไม่เห็นก่อนอีกฝ่ายจะรู้ตัวครับ โดยใช้เครื่องบินชี้เป้าให้ อีกฝ่ายจะหลบก็หลบยาก แต่ภารกิจสุดท้ายดันโดนตรวจพบก่อนโดยเครื่องบินอีกฝ่ายที่ระยะ200กิโลเมตรกว่าๆ ยามาโตะระยะยิง42กิโลแถมยังไม่รุ้ตำแหน่งอีกฝ่ายเพราะไม่มีเครื่องบินสนับสนุนเลย สรุปเอาง่ายๆเจอสลับบทกัน
ความคิดเห็น · 5
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
เอาไปเอามาระยะยิงที่หวังผลได้ก็เหลือครึ่งเดียวตรงแถวๆเส้นขอบฟ้านั่นแหละ
ถ้าจะยิงอย่างอื่นก็ต้องติดปืนรองขนาดเล็กอย่าง12.7cmเพิ่มล่ะนะ
แผนคือสอยก่อนจากระยะที่มองไม่เห็นก่อนอีกฝ่ายจะรู้ตัวครับ โดยใช้เครื่องบินชี้เป้าให้ อีกฝ่ายจะหลบก็หลบยาก
แต่ภารกิจสุดท้ายดันโดนตรวจพบก่อนโดยเครื่องบินอีกฝ่ายที่ระยะ200กิโลเมตรกว่าๆ ยามาโตะระยะยิง42กิโลแถมยังไม่รุ้ตำแหน่งอีกฝ่ายเพราะไม่มีเครื่องบินสนับสนุนเลย สรุปเอาง่ายๆเจอสลับบทกัน